หน่วยการเรียนที่ 8 เรื่อง ภาษาบาลี

การอ่านภาษาบาลีจากพุทธศาสนสุภาษิต
      1.  อตฺตนา โจทยตฺตานํ  อ่านว่า อัต-ตะ-นา-โจ-ทะ-ยัต-ตา-นัง  ( จงเตือนตนด้วยตนเอง )
ตน หมายถึง กายและใจของคน แต่กายจะอยู่ในอำนาจของใจ ดังนั้นการเตือนใจตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ละเว้นความชั่ว ประพฤติชอบ ประพฤติดี เพื่อให้ตนมีความสุขความเจริญ  ยิ่ง ๆ ขึ้น ในชีวิตของคนเราหลายครั้งที่ตกอยู่ในความประมาท หลงผิด ทำผิด ทั้งโดยไม่ตั้งใจ  และตั้งใจ ซึ่งถือว่าเป็นธรรมดาแต่ถ้าเราโชคดีได้อยู่ใกล้คนที่หวังดีต่อเรา เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติและเพื่อน คอยช่วยเหลือตักเตือน ให้เราหยุดคิดไม่ทำผิด แต่บุคคลเหล่านี้ไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา เราจึงควรมีสติที่จะพยายามเตือนตนเอง เพราะเป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด
การเตือนตนด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ยากแต่ก็ทำได้โดยการฝึก ค่อย ๆ ทำเรื่องเล็ก ๆ ไปก่อนเพื่อให้เกิดความเคยชิน เช่น ไม่ประหยัด ก็ต้องคอยเตือนว่า จะไม่มีเงิน จะไม่มีกิน จะเดือดร้อน แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร
      2.  วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ อ่านว่า วิ-ริ-เย-นะ ทุก-ขะ-มัจ-เจ-ติ ( คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร )
ทุกข์ หมายถึง ความยาก ความลำบาก ความเดือดร้อน ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
ความเพียร หมายถึง ความพยายามในการต่อสู้กับความยากลำบากความเดือดร้อน ความไม่สบายกายสบายใจและอื่น ๆ อย่างไม่ย่อท้อ
ความเพียรจึงเป็นเหตุให้พ้นทุกข์ได้ในทุกสถานการณ์ เช่น เรียนหนังสือไม่เก่ง เป็นทุกข์ก็ต้องพยายามอ่านหนังสือให้มาก ตั้งใจเรียน ก็จะเรียนได้ ความทุกข์ก็จะหมดไป  พระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่าคนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร
      3.  ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ อ่านว่า ทะ-ทัง มิต-ตา-นิ คัน-ถะ-ติ (ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ )
ให้ หมายถึง การสละแบ่งปันในสิ่งของของตนที่ควรให้แก่คนที่ควรให้ เป็นการแสดงน้ำใจ หรือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การให้มี 3 อย่าง คือ
3.1 อนุเคราะห์ คือ การช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า ให้เขามีความสุขสบายยิ่งขึ้น จะทำให้ผู้รับนึกถึงอยู่เสมอ
3.2 สงเคราะห์ คือ การให้ เพื่อแสดงความโอบอ้อมอารีและมีน้ำใจ ผู้รับจะต้องชอบใจ
3.3 บูชา  คือการให้ด้วยความเคารพ  ระลึกถึง เป็นการให้สิ่งของ พ่อ แม่ ครู- อาจารย์ จะทำให้ผู้ใหญ่รักใคร่เอ็นดู
การให้ทุกชนิดล้วนผูกใจคนไว้ได้   เพราะทำให้ผู้อื่น  พ้นทุกข์  ระลึกถึง   รักใคร่และนับถือ
จึงพูดได้ว่า ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้
      4.  ธมฺมจารี สุขํ เสติ  อ่านว่า ธัม-มะ-จา-รี สุ-ขัง-เส-ติ ( ผู้ประพฤติธรรมย่อมผู้เป็นสุข )
คำว่า  ธรรม  หมายถึง  หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ผู้ปฏิบัติแล้วไม่ตกต่ำ เกิดความเจริญรุ่งเรือง  ประพฤติ หมายถึง การปฏิบัติ การกระทำ
ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข คือ ผู้ที่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วประพฤติดี ประพฤติชอบ ก็จะเกิดความสุข เช่น ผู้ที่ปฏิบัติ ศีล 5 ได้ก็สามารถขจัดความทุกข์มีความสุขทันที
      5.  ยํ เว เสวติ ตาทิโส อ่านว่า ยัง-เว เส-วะ-ติ ตา-ทิ-โส ( คบคนเช่นใดย่อมเป็นเช่นนั้น )
คนเราจะอยู่คนเดียวในโลกนี้ไม่ได้ จึงต้องมีการคบค้าสมาคมกับคนอื่น ซึ่งบุคคลที่เรา   จะคบด้วยมีอยู่ 2 ประเภท คือ
คนดีหรือบัณฑิต คือ คนที่ประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ เช่น มีจิตเมตตาเอื้อเฟื้อ ไม่ลักขโมย ไม่พูดเท็จ ไม่พูดสับปรับ ไม่อิจฉาริษยาใคร ขยันเรียน ประกอบอาชีพสุจริต เป็นต้น
คนไม่ดีหรือคนพาล คือคนที่ประพฤติชั่วทั้งกาย วาจา ใจ เช่น คนชอบขโมย ขี้เกียจ พูดจาไม่ไพเราะ ชอบเบียดเบียนผู้อื่นเป็นต้น
การคบ คือการไปมาหาสู่ การสนิทชิดชอบ ให้ความรักความเคารพต่อกัน คนเรามักจะเอาสิ่งใกล้ตัวเป็นแบบอย่าง บางครั้งซึมซาบโดยไม่รู้ตัว เช่น อยู่ใกล้คนสกปรก แรก ๆ รู้สึกรังเกียจอยู่นาน ๆ ก็คล้อยตามกลายเป็นคนสกปรกไปด้วย แต่ถ้าเราอยู่ใกล้คนดี จะทำอะไรก็คอยตักเตือนช่วยเหลือ เราก็จะซึมซับเอาความดีไปด้วย ดังคำสุษาษิตที่ว่า

                                                                              คบคนพาล                             พาลพาไปหาผิด
                                                                              คบบัณฑิต                             บัณฑิตพาไปหาผล
                                                                              คบคนชั่วพาตัวอับจน         คบคนดีมีผลจนวันตาย